รีวิว : Interceptor 650 เชื้อสายอังกฤษ ประดิษฐ์ในดินแดนภารตะ
23 พฤศจิกายน 2019
Jor-Jair (87 articles)
Share

รีวิว : Interceptor 650 เชื้อสายอังกฤษ ประดิษฐ์ในดินแดนภารตะ

Loading

พูดถึงรถมอไซค์นามว่า Royal Enfield เชื่อว่าหลายคนรู้จัก ทั้งมือใหม่มือเก่า และในบ้านเราก็เพิ่งมาตีตลาดรถกลุ่ม Classic เมื่อไม่กี่ปีมานี้ และก็ได้รับการตอบรับที่ดี และมียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปทรงองค์ประกอบที่ถูกใจสาย Classic แล้ว ราคาก็ยังสามารถแตะต้องได้ง่าย อีกทั้งราคาอะไหล่ไม่แพง ค่าดูแลก็ถูก จึงทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆสำหรับ Royal Enfield ในบ้านเรา และทั่วโลก


Interceptor 650

ในส่วนของ Royal Enfield รุ่น Interceptor 650 ที่ผมรีวิวในบทความนี้ เป็นโมเดลใหม่ที่แตกออกมาจากรุ่น Continental GT 650 โดยจะมีจุดแตกต่างกันอยู่ 3 จุดหลักๆ คือ แฮนด์, ถังน้ำมัน, และเบาะ

มาต่อกันที่คำถามยอดฮิตที่คนรอบตัวผมแต่ละคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่า Interceptor 650 ดีมั้ย? ดูได้จากรายละเอียดข้างล่างนี้กันเลยดีกว่าครับ

สารบัญ

SPECFICATION

ENGINE
Type : 4 stroke, single overhead cam, air-oil cooled, parallel twin
Displacement : 648cc
Bore x stroke : 78 mm x 67.8 mm
Compression Ratio : 9.5:1
Maximum Power : 47 bhp @ 7100 rpm
Maximum Torque : 52 nm @5250 rpm
Ignition System : Digital spark ignition
Gearbox : 6 speed
Fuel Supply : Fuel injection

DIMENSIONS
Rake : 24 degrees
Ground Clearance : 174 mm
Length : 2122 mm
Width : 789 mm
Height : 1165 mm
Seat Height : 804 mm
Kerb Weight (no fuel) : 203 kg
Fuel Capacity : 13.7 Litres
Front Wheel : 2.50×18’’
Rear Wheel : 3.50×18’’
payload : 200kg

BRAKES & TYRES
Front Tyres : 100/90 – 18
Rear Tyres : 130/70 – 18
Front Brakes : 320 mm disc, ABS
Rear Brakes : 240 mm disc, ABS


ตัวรถรอบคัน

เริ่มจากตัวรถรอบคัน จะเห็นได้ว่าหน้าตาดูย้อนยุคพอสมควร เครื่องยนต์ 2 สูบ 648cc ท่อไอเสียโครเมี่ยมปลายเชิดคู่ เพิ่มความดุดันของตัวรถได้เป็นอย่างดี


ระบบส่องสว่าง

ไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟเบรค ยังคงไว้ซึ่งหลอดไส้ แต่ก็ยังคงใช้หลอดมาตรฐานที่หาซื้อได้ตามร้านอะไหล่ทั่วไป ราคาไม่แพง


เรือนไมล์

เรือนไมล์ ยังคงใช้หน้าปัดย้อนยุคแบบเข็มทรงกลม และเรือนไมล์ฝั่งซ้ายก็ยังมีจอ E-Ink บอกปริมาณน้ำมันในถัง และระยะทางและ Trip โดยมีเลขความเร็วสูงสุดที่ 200 km/h

เรือนไมล์ทางฝั่งขวา จะบอกถึงสัญญาณแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาณะน้ำมันเครื่อง, สถานะเบรค ABS, สถานะแบตเตอรี่, และวัดรอบ ซึ่งผมลองขี่ดูแล้วรอบจะตัดอยู่ที่ประมาณเลข 8 หรือประมาณ 8,000 RPM


กุญแจ

กุญแจที่ให้มา เป็นดอกกุญแจกันขโมยในระดับหนึ่ง หน้าตาธรรมดาๆ แต่ก็เป็นที่นิยมใช้อยู่พอสมควรกับกุญแจลักษณะนี้


ถังน้ำมัน

มุมมองคนขี่ มองเห็นถึงถังน้ำมันขนาด 13.7 ลิตร และฝาถังน้ำมันที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความลงตัวและความสวยงาม


สวิทไฟ

สวิทประกับทั้งฝั่งซ้ายและขวา ยังคงเป็นแบบพื้นๆ ดิบๆ ไม่ได้มีลูกเล่นหรือโหมดอะไร ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกเสียดาย คือไม่มีสวิทไฟผ่าหมาก


กระจกมองข้าง

อุปกรณ์ติดรถอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่า ถ้าซื้อเจ้า Interceptor 650 มาแล้ว ยังไงก็ควรจะต้องเปลี่ยน นั่นคงหนีไม่พ้น กระจกมองข้างที่ ทรงสวย ก้านยาวพอดี แต่เลนส์กระจงช่วงขอบด้านนอกดันเป็นคลื่นและดูหลอกตาพอควร ซึ่งเมื่อขณะขับขี่แล้วมองกระจกหลัง ค่อนข้างหงุดหงิดสายตาเป็นอย่างมาก แต่ตัวหนังสือในขอบกระจก กลับทำให้ไม่รู้สึกรำคาญสายตา


ระบบเบรค

พูดถึงระบบเบรคกันบ้าง แน่นอน Royal Enfield ให้เบรคยี่ห้อ BYBRE ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นปั้มกระทุ้งหรือคาลิเปอร์ ซึ่ง BYBRE เป็นแบรนด์ที่แตกตัวมาจาก Brembo มีราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่า แต่ยังคงไว้ซึ่งพลังเบรคที่ดีตามสไตล์ Brembo และที่สำคัญ ผ้าเบรคที่ใช้ ก็ยังเป็นของ Brembo

เสริมพลังเบรค มั่นใจมากขึ้นด้วยสายน้ำมันเบรคแบบถัก บอกได้เลยว่าคุ้มค่ามากๆ

สิ่งที่เป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ จานเบรคหน้าขนาด 320mm แบบโฟลทติ้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นจานเดี่ยว แต่เท่าทีลองขี่ทดสอบดูบนถนนจริง ถือว่าหนึบเอาเรื่อง เบรคแรงๆ อาการกินซ้ายสืบเนื่องมาจากจากเบรคข้างเดียวแทบไม่มี ความลับอยู่ที่บาลานซ์โช็คหน้า ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บอกเลยว่านิ่งจริงๆครับ

ไล่มาโซนกลางลำตัวรถบ้างดีกว่า เริ่มจากแตร ให้แตรคู่ เสียงดี และดังมาก เอาเป็นว่า บีบกลางแยกไฟแดงมีตกใจกันไปข้างแน่นอน

จุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ Royal Enfield ทำได้ดี ถือว่าใส่ใจพอสมควร คือ Engine Guard เนื่องจากเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ Engine Guard ตัวนี้ช่วยได้เยอะพอควร อย่างน้อยๆก็ไม่ตกใจตอนหัวเข่าไปโดนครีบเสื้อสูบ ถึงแม้ว่าเครื่องรุ่นนี้จะให้ความรู้สึกแค่อุ่นๆ ไม่ถึงกับร้อน แต่การที่ทำ Engine Guard ติดรถมาให้ ก็นับว่าใส่ใจรายละเอียดดีเลยทีเดียว


ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะใหญ่ แต่ความร้อนก็ไม่ได้ใหญ่ตามสักเท่าไหร่นัก แถมยังมี Oil Cooler พร้อม Guard กันดีดติดมาให้ ซึ่ง Oil Cooler นั้นทำหน้าที่ช่วยลดอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง และยืดอายุน้ำมันเครื่องได้พอสมควร

ถัดมาที่ช่องเล็กๆ กลางตัวรถฝั่งขวา จะมีรูให้เสียบกุญแจเปิดฝาข้างชิ้นนี้ได้ ซึ่งภายใต้ฝานี้ จะเป็นช่องใส่แบตเตอรี่และถุงเครื่องมือที่ติดมากับตัวรถ

สังเกตุที่มุมบนซ้ายที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของนี้ จะมีสลักไว้ดึงสายล็อคเบาะ เมื่อเปิดใต้เบาะมาจะเห็นกล่อง ECU และพวกฟิวต่างๆภายในตัวรถ ที่สำคัญยังพบว่าเก็บอะไรไม่ได้เลยด้วย

จุดเด่นอีกจุดแห่งความคุ้มค่าคุ้มราคา นั่นก็คือให้ยาง Pirelli Phantom ขอบ 18 มาตั้งแต่คลอดออกจากโรงงาน
ยางหน้าขนาด 100/90-18
ยางหลังขนาด 130/70-18
อีกทั้งยังมีสติ๊กเกอร์เพลทบอกถึงสเปคยาง ขนาดล้อ ความกว้างของล้อ การรับน้ำหนัก และมาตรฐานลมยาง


โซ่และสเตอร์

มาที่โซ่และสเตอร์หลังกันบ้าง โซ่คลอดมาจากโรงงานเบอร์ 520 จาก DID และสเตอร์หลังให้เบอร์ 38 ถือว่าเล็กพอสมควรเมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ ในขนาด cc ไล่เลี่ยกัน แต่ถูกชดเชยด้วยแรงม้า 47 ตัว และแรงบิตอยู่ที่ 52 นิวตั้นเมตร ที่ 5,000 รอบนิดๆ ซึ่งก็ไม่ได้น้อยเกินไป และก็ไม่ได้มีมากจนเกินไป


กลับมาที่ล้อหน้านิดหน่อย ถึงแม้ว่าตัวรถจะเป็นแนว Classic แต่ก็ยังมีความทันสมัยอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรค ABS ที่พูดถึงไปแล้วในตอนแรก ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด จนมาถึงตัวจับความเร็วกันบ้าง เพราะ Interceptor 650 จะมีเซ็นเซอร์วัดความเร็วติดอยู่ที่ดุมล้อหน้าแบบดิจิตอล ลักษณะหน้าตาก็จะคล้ายๆ ตัวจับความเร็วแบบใช้สลิงค์รุ่นเก่าๆ แต่รับรองได้ว่า ต่อให้โมได้ความเร็วทะลุ 300 สายไมล์ก็ไม่ขาดแน่นอน

การเก็บงาน เก็บสายไฟ วางตำแหน่งสายไฟต่างๆ ทำได้ดีกว่า Continental GT 535 ซึ่งเป็นรถต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจของ Interceptor 650 นี้

มาถึงอีกหนึ่งจุดสำคัญนั่นก็คือขาตั้งคู่ ด้วยความที่ตัวรถมีน้ำหนักมากถึง 203 kg จึงทำให้ คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการตั้งขาคู่รถมอไซคืนั้น ทำได้ยากลาบาก แต่ถ้าคุ้นชิน จับจังหวะได้ เหยียบขาตั้งแล้วออกแรงยกอีกหน่อย ก็ขึ้นขาตั้งคู่ได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก


สรุปการขับขี่

Royal Enfield Interceptor 650 คันนี้ เป็นรถที่ขี่ง่าย ครั้งแรกที่ขี่อาจมีความรู้สึกสูงๆแปลกๆ แต่ขี่ไปสักแปปก็ชินและปรับตัวได้

อัตราเร่ง ทำได้ดี ความเร็ว 140-150 km/h ขึ้นไปได้ง่ายๆ ไม่เหนื่อยเลย แต่ใครที่คาดหวังว่ามันจะต้องดิบ ต้องดุ บอกเลยว่ากำเงินไปออก SR400 จะดีกว่า ส่วน Interception 650 ตัวนี้ เครื่องนิ่มมาก เปลี่ยนเกียร์สมูทมากๆ มีสลิปเปอร์ครัชมาให้ เชนเกียร์ลงนิ่มๆไม่ต้องกลัวล้อล็อคแต่อย่างใด

ช่วงล่างนิ่ม และหนึบ ขี่ผ่านรอยต่อถนน ลูกระนาด บอกเลยว่า ช่วงล่างผู้ดีมากๆ แทบไม่รู้สึกถึงการกระแทกแต่อย่างใด

เบรค อันนี้คือดี ให้ของดี มั่นใจได้เลยว่า เอาอยู่แน่นอน เบรคแรงๆไม่มีเป๋ ABS ทำงานตามปกติ ที่รถมี ABS พึงจะทำได้

ทั้งหมดที่กล่าวมา โดยรวมค่อนข้างประทับใจ เป็นรถที่เล่นได้ไม่จุกจิก ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

ราคา Interceptor 650 แต่ละแบบ
– Standard : 213,000 บาท
– Custom : 215,700 บาท
– Chrome : 218,000 บาท


Gallery

ขอขอบคุณ :โอมชิบหายบาร์เบอร์ ที่เอื้อเฟื้อรถในการรีวิวในครั้งนี้

Website : royalenfield.com

Jor-Jair

Jor-Jair

Web Director || Email : supradit@showmocyc.com || รถไม่ได้คุยกัน คนต่างหาก...ที่คุยกัน